รำผีมอญ

15727 ครั้ง |

ชื่อเรียกอื่น :
เดือนที่จัดงาน : มกราคม,มีนาคม
เวลาทางจันทรคติ : นิยมทำในเดือนคู่หรือช่วงฤดูแล้ง ราวเดือน 4 ถึงเดือน 6 ยกเว้นวันพระ
สถานที่ : ต.เจ็ดริ้ว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร
ภาค / จังหวัด : ภาคกลาง
: สมุทรสาคร
ประเภท : ประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์,ประเพณีเกี่ยวกับการรักษาโรค
ประเพณีที่เกี่ยวข้อง :
คำสำคัญ : มอญ,ผีบรรพบุรุษ
ผู้เขียน : สมรักษ์ ชัยสิงห์กานานนท์ และจักรี โพธิมณี,สุธาสินี บุญเกิด
วันที่เผยแพร่ : 20 ธ.ค. 2560
วันที่อัพเดท : 20 ธ.ค. 2560

พิธีรำผีมอญ อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร

ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์กลุ่มชาติพันธุ์มอญได้อพยพเข้ามาในอาณาเขตประเทศไทยด้วยเหตุหลายประการ ยุคสมัยเปลี่ยนผ่านก่อตัวเป็นชุมชนกระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคกลาง พื้นที่อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร เป็นพื้นที่หนึ่งที่มีระบบความเชื่อ วิถีชีวิต รวมถึงประเพณีท้องถิ่น ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ทั้งความเลื่อมใสศรัทธาในศาสนาพุทธและการนับถือผีบรรพบุรุษควบคู่กัน

คติความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ ยังปรากฏในสังคมชาวมอญ กล่าวกันว่าการนับถือผีจะทำให้มนุษย์ได้รับคำแนะนำช่วยเหลือ ทำมาหากิน เจริญรุ่งเรืองและมั่นคง ในทางกลับกันหากมีการละเมิดข้อห้ามหรือ “ผิดผี” เชื่อว่าผีบรรพบุรุษจะไม่พอใจ นำมาสู่การบันดาลภัยพิบัติ โรคภัยไข้เจ็บ ในตระกูลผีเดียวกัน ด้วยเหตุนี้จึงได้จัดพิธีขอขมา คือ “พิธีรำผีมอญ” ขึ้น มักจัดในเดือนคู่ กำหนดวันโดย “โต้ง” (ผู้นำในการประกอบพิธี) ซึ่งเป็นพิธีที่มีความซับซ้อนทั้งกระบวนการขั้นตอนและความหมาย ใช้เวลาอย่างน้อยสองวันด้วยกันในการเตรียมและประกอบพิธี

ก่อนพิธีรำผีหนึ่งวันหรือที่เรียกกันว่า วันสุกดิบ “ต้นผี” (บุตรชายในตระกูล ที่ได้รับการสืบทอดผีบรรพบุรุษ) และบรรดาญาติพี่น้องจะมาช่วยกันเตรียมอาหารคาวหวาน เครื่องเซ่นไหว้ ปะรำพิธีหรือโรงพิธี ซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างง่ายๆ ด้วยเสาไม้ไผ่ หลังคามุงตับจาก ด้านหน้าหันไปทางทิศตะวันตก ด้านหลังทำแท่นสำหรับวางเครื่องเซ่นและอุปกรณ์การรำ ตรงกลางของโรงพิธียกพื้นสูง จำลองโจ๊งเหน๊ะ ที่ตั้งศพของคนมอญ (ดูข้อมูลเพิ่มเติมวิดีโอ พิธีกรรมการจัดงานศพ (เฟ่ะซ่าง) กลุ่มชาติพันธุ์มอญ)

ด้านหน้าของโรงพิธีจะปักกิ่งต้นโพตุ้ม โอ่งใส่น้ำ สำหรับใช้ประกอบพิธี ส่วนโต้งจะเป็นผู้จัดเตรียมอุปกรณ์ เช่น บายศรี หมากพลู กรวยดอกไม้ เชี่ยนหมากทองเหลือง เป็นต้น แต่สิ่งที่จะขาดเสียมิได้ คือ เต่า เพราะนอกจากนับถือผีบรรพบุรุษแล้วยังมีการนับถือผีอื่นๆ ตามสายตระกูล เช่น ผีงู ผีเต่า ผีข้าวเหนียว เป็นต้น กระทั่งสร้างโรงพิธีเสร็จ ในกรณีที่ผ้าผีบรรพบุรุษไม่ได้อยู่ที่บ้านที่จะประกอบพิธี ต้นผีและเครือญาติจะแห่ขบวนไปเชิญผีบรรพบุรุษหรือปาโหนก กลับมายังบ้านที่จัดพิธีบริเวณเสาผีเรือน เมื่อปาโหนกเข้าสิงร่างคนในตระกูล จึ่งได้ซักถามถึงสาเหตุการผิดผี พิธีทำถูกต้องหรือไม่ ฯลฯ

เช้ามืดของวันที่สอง ภายในโรงพิธีถูกประดับด้วยผ้าลักษณะยาวถึงพื้น มีไว้สำหรับให้คนทรงจับ เตรียมข้าวตอกดอกไม้ที่จะต้องใช้ในพิธี นำเต่ามายำทำโดยลูกสาวในตระกูล เครื่องเซ่นถูกจัดเป็นชุด (เช่นกล้วย,ปลาย่าง,ขนมผี, ขนมแป้งทอด, มะพร้าว) ส่วนโต้งจะทำพิธีเบิกเนตรแต่เช้าตรู่ นำเครื่องเซ่นไหว้ขึ้นหิ้ง โดยมีวงปี่พาทย์บรรเลงเพลงประกอบตลอดพิธี

จากนั้นลูกชายในตระกูลจะสวมชุดผี แห่ขบวนไปยังบริเวณเสาผี โต้งทำพิธีจุดธูปบอกกล่าวปาโหนกพร้อมกับโปรยข้าวตอก เสร็จแล้วจึงแห่กลับมายังโรงพิธี โต้งจะคอยกำกับผู้ที่สวมชุดผีรำดาบหน้าหิ้งในพิธี เมื่อรำเสร็จจึงถอดเสื้อผ้าผีออก

สะใภ้ในตระกูลแต่งตัวพาดผ้าตามแบบวิถีมอญ ทยอยนำเครื่องเซ่นคนละ 1 กะละมัง ไปบอกกล่าวบริเวณต้นโพตุ้ม โดยการจุดธูปเทียนไหว้ หยิบเครื่องเซ่นบางส่วนใส่ในเข่งบริเวณต้นโพตุ้ม (ลักษณะเป็นไม้ไผ่สาน คล้ายเข่งปลาทู) จากนั้นเพื่อเป็นการรำแก้บนและบูชาผี สะใภ้จะต้องรำชุด (รำด้วยอุปกรณ์ทั้งสี่อย่าง คือ ใบไม้ ดาบ หอก ธนู/กระสวย กี่ทอผ้า) โดยแต่งกายนุ่งซิ่น คล้องสไบ ร่ายรำตามการนำของโต้งและจังหวะดนตรีที่ค่อยๆ เร็วขึ้น

จากนั้นจะให้ลูกสาวในตระกูลทำพิธีเลี้ยงผี เริ่มรำโดยหยิบขันครู ต่อด้วยการรำชุดเป็นจังหวะ บางครั้งระหว่างพิธีกรรมผีบรรพบุรุษจะเข้ามาสิงร่างลูกหลาน ขณะถูกผีจับผู้รำจะไม่รู้สึกตัว ผู้ที่มาร่วมงานจะปรบมือเป็นจังหวะพร้อมๆ กับดนตรี เมื่อผีพอใจในการร่ายรำและกินเครื่องเซ่นไหว้แล้วก็จะออกจากร่างของลูกหลานโดยจะขึ้นไปบนโรงพิธี แล้วจับผ้าผี อาการต่างๆ ก็จะค่อยๆ สงบนิ่งลง

ยามที่ตนเองหรือครอบครัวต้องเผชิญต่อโชคชะตาหรือชะตากรรมร้ายๆ ตามความเชื่อมักปรากฏพิธีสะเดาะเคราะห์ เช่น การตัดต้นกล้วยและการอาบน้ำ โดยพิธีตัดต้นกล้วย ลูกหลานผู้ชายแห่ต้นกล้วยเข้าไปในโรงพิธี โต้งนำมาวางพาดไว้กับขอบสำรับไม้ นำกล้วย ข้าวเหนียว วางคั่นสลับกันบนต้นกล้วย แล้วให้ลูกหลาน (ผู้ชาย) ใช้น้ำส้มป่อยลูบ หยิบข้าวตอกโปรย ทำเช่นนี้จนครบคน

จากนั้นผู้ช่วยโต้งจะตัดต้นกล้วยให้ขาดเป็นท่อนๆ คล้ายกับการสะเดาะเคราะห์ หมายถึง การตัดสิ่งชั่วร้ายให้พ้นไป โดยท่อนยอดจะวางไว้ใต้หิ้งเครื่องเซ่นไหว้ ท่อนโคนเหน็บหลังคาโรงพิธีไว้ และท่อนกลางผ่าไส้ในนำออกมายำทำโดยลูกสาวในตระกูล นำไปใส่ในกะละมังสำหรับรำ เสร็จแล้วเปลี่ยนชุดหน้าโรงพิธี ชุดที่เปลี่ยนนี้จำลองคล้ายชุดนักรบตอนออกป่า แล้วรำหน้าหิ้งในโรงพิธี ป้อนข้าวเหนียวผสมน้ำตาลให้กับคนในตระกูล

ส่วนในช่วงการอาบน้ำ ส่วนใหญ่จะให้ลูกหลานที่อายุยังน้อยมาทำพิธี บริเวณต้นโพนำผ้าแดงมาล้อมเปลี่ยนผ้าจำลองเป็นมุมหนึ่งในการอาบน้ำ คนที่ถูกอาบน้ำจะตักน้ำล้างมือให้กับญาติผู้ชายในพิธี จากนั้นชายในตระกูลก็จะตักน้ำที่อยู่ในหม้อทั้งสามใบอาบน้ำให้ หลังจากนั้นก็คว่ำหม้อไว้ที่โคนต้นโพ โต้งเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวให้คนที่ประกอบพิธีใหม่ นุ่งผ้าขาว กระแจ๊ะแป้ง ใช้อุปกรณ์ในภาชนะทองเหลืองแต่งตัว ถือพานบายศรีรำตามจังหวะปี่พาทย์

หลังจากนั้นเป็นการรำที่เรียกส่า ผีแขกกัดปลา โต้งนุ่งผ้าขาวมีผ้าคล้องคอโพกหัว ลูกชายในตระกูลหนึ่งคนนั่งถือดาบไขว้กันบนเข่า โต้งนำปลาห่อใบตองกลางตัวเอาปลายมีดเสียบ รำตามจังหวะ จุ่มหัวปลาในน้ำมะพร้าว เสร็จแล้วโต้งจะรำรอบต้นโพหน้าโรงพิธี

ส่วนช่วงบ่ายเป็นการปัดเป่ารังควาน รักษาโรคภัยไข้เจ็บของคนในตระกูล มีคนทรงประจำหมู่บ้านเป็นผู้ประกอบพิธี โดยการรักษาโรคภัยนี้จะใช้ไพล ขมิ้น  กระด้งและดาบ ใส่ขนมผีเครื่องเซ่นอย่างละนิดในกระด้ง คนทรงจะใช้อุปกรณ์การรำจี้ไล่ตามตัวจากศีรษะสู่เท้าที่ละคน หลังจากนั้นคนทรงจะใช้เท้าเตะกระด้งออกมาให้คว่ำหน้าโรงพิธี แล้วรำรอบต้นโพหน้าโรงพิธี

นอกเหนือจากพิธีกรรมที่ดูมีขั้นตอนเคร่งครัดแล้วยังปรากฏการละเล่นเพื่อเป็นการผ่อนคลาย สร้างความบันเทิง ให้กับผู้ที่มาร่วมงาน

เช่น การละเล่นชนไก่ จะใช้ไก่จริงในการประกอบพิธีโดยใช้ 2 ตัว แบ่งเป็น 2 ฝ่าย ผู้ที่อุ้มไก่จะต้องมีผ้าโพกหัว จับไก่ชนกันไปมา โห่ร้องอย่างสนุกสนาน เป็นการจำลองการละเล่นของคนมอญสมัยโบราณเหมือนบรรพบุรุษเล่นในสมัยก่อน

การละเล่นเก็บฝ้าย โดยการนำสำลีหรือฝ้ายมาติดไว้บนต้นโพตุ้มหน้าโรงพิธีไว้ก่อน จากนั้นจะต้องมีคนถือกาบมะพร้าวขัดขวางไม่ให้ใครมาหยิบสำลีไป เป็นการจำลองวิถีชีวิตในการเก็บฝ้าย เมื่อเข้าป่าก็มักเจอกับสัตว์ร้าย

ส่วนการละเล่นคล้องช้าง เป็นการจำลองวิถีชีวิตของคนมอญในการไปคล้องช้าง จะมีคนแสร้งทำเป็นช้าง และให้สะใภ้หรือลูกมาทำพิธีจับช้าง ผู้ที่ร่วมประกอบพิธีต้องจับช้างคล้องไว้กับต้นไม้หน้าโรงพิธีให้ได้ สร้างความสนุกสนานได้เป็นอย่างดี

ช่วงท้ายของพิธีกรรมรำผีมอญ โต้งรำถวายปาโหนกเป็นครั้งสุดท้าย นำเครื่องเซ่นอย่างละนิดใส่กระด้ง ร่ายรำ พร้อมกับใช้เท้าเขี่ยกระด้งออกมาให้คว่ำหน้าโรงพิธี จากนั้นจึงทุ่มมะพร้าวเป็นการเสี่ยงทาย เชื่อกันว่าหากทุ่มมะพร้าวแล้วแตกทันทีถือว่าดี

ทั้งนี้การทุ่มจะไม่ทำเกิน 3 ครั้ง จบพิธีด้วยการเปิดดูเทียนเสี่ยงทาย พบว่า เมื่อดึงเทียนขึ้นมาหากมีข้าวสารติดโคนต้นเทียนเป็นทรงกลมและใหญ่ จะถือว่าครอบครัวสงบสุข มีความสามัคคี ทำมาหากินขึ้น ส่วนของที่เหลืออยู่ในสำรับไม้และข้าวของที่รวมๆ ไว้นำไปเททิ้ง คว่ำหม้อข้าวหม้อแกงข้างในโรงพิธี ล้มต้นโพตุ้ม นำเสาแขวนเสื้อและผ้าแดงลง

โรงพิธีจะไม่ทิ้งไว้จนถึงเช้าเป็นอันขาด ของทั้งหมดที่รื้อมาจะถูกนำเอาไปลอยน้ำ แต่ปัจจุบันมีการอนุโลมขออนุญาตผีนำไปมอบให้คนยากจนต่อไป


บรรณานุกรม

กาญจนา ชินนาค. (2543). การศึกษาประเพณีและพิธีกรรมการรำผีมอญ บ้านวัดเกาะ ตำบลสร้อยฟ้า อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี. รายงานวิจัย, สถาบันราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง.

เฉลิมพล โลหะมาตย์. (2551). วิทยานิพนธ์ เรื่อง ดนตรีประกอบพิธีรำผีมอญของหมู่บ้านบางกระดี่ แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์.

พิมพ์เพ็ญแข วรรณป้าน. (2549). การศึกษาความเชื่อเรื่องพิธีกรรมการรำผีของชาวมอญ : กรณีศึกษาชุมชนมอญบางกระดี่. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

รำผีมอญ บ้านแพ้ว

พิธีรำผีเป็นพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของชาวมอญมาตั้งแต่ครั้งโบราณ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ การแก้บนหลังจากสิ่งที่ได้บนบานไว้สัมฤทธิ์ผล การขอขมาผีบรรพบุรุษเนื่องจากทำผิดผี หรือการจัดพิธีขึ้นเพื่อเป็นการบูชาผีบรรพบุรุษของตน(เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าการเลี้ยงผี) และเจ้าพ่อเจ้าแม่ประจำหมู่บ้านให้ได้สนุกสนานในช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ไทย ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดสิริมงคลแก่ผู้มาร่วมพิธีโดยมีความเชื่อกันว่าผีจะพอใจและช่วยปกป้องคุ้มครองให้คนในหมู่บ้านอยู่เย็นเป็นสุข พิธีกรรมนี้จะใช้การร้องรำทำเพลงเป็นสื่อ โดยผ่านคนกลางหรือคนทรงเพื่อติดต่อกับผี (ชมชนก ทรงมิตร, 2547 :1)

คนมอญบ้านแพ้วยังคงมีการนับถือผีอันเป็นความเชื่อดั้งเดิม ควบคู่ไปกับการนับถือศาสนาพุทธ โดยทุกตระกูลจะมีผีประจ้าตระกูล ชาวมอญในอำเภอบ้านแพ้วมีการนับถือผีแต่ละตระกูล ซึ่งมีสัญลักษณ์ผีประจำตระกูลของตนแตกต่างกันไป เช่น ผีเต่า ผีงู ผีไก่ ผีข้าวเหนียว เป็นต้น

“ถ้านับถือผีงู ห้ามมิให้ทำร้ายงูทุกชนิด เมื่อพบเห็นคนกำลังตีงู ต้องบอกว่ารีบหนี ๆ หรือบอกว่าไปสู่ที่ชอบ ๆ เถิด ถ้านับถือผีเต่า เดินทางออกจากบ้านไปพบเต่ากลางทาง หากไม่อยากทำบาปด้วยการฆ่าสัตว์ จะต้องออกปากว่าเต่านั้นเน่าและเหม็น ถ้าไม่พูดเช่นนั้น ต้องนำเต่านั้นไปฆ่าเพื่อทำอาหารกิน แต่ก่อนจะกินต้องเซ่นผีเสียก่อน หากไม่ติเตียนว่าเต่านั้นเน่าและเหม็นทั้งไม่เอาไปทำอาหารกิน จะเกิดอาเพศภัยนานาประการต่อคนในตระกูลนั้น

ถ้านับถือผีไก่ เมื่อน้าไก่เข้าบ้านเพื่อท้าอาหาร ต้องตัดหัวไก่เซ่นผีบ้านก่อนทุกครั้ง จึงจะนำไก่ไปท้าอาหารได้ มิฉะนั้นจะเกิดโทษแก่เจ้าของบ้านนานาประการ ถ้านับถือผีข้าวเหนียว หากมีผู้อยากได้ข้าวเหนียวในบ้านของตน คนในบ้านจะให้หรือขายข้าวเหนียวนั้นไม่ได้ แต่ถ้าขโมยเอาโดยเจ้าของบ้านไม่ทราบ ก็ไม่เป็นโทษแต่อย่างไร”

การนับถือผีของคนมอญ จะเป็นการสืบทอดจากบรรพบุรุษผ่านทางผู้ชาย มอญในอำเภอบ้านแพ้วเป็นการสืบทอดผ่านลูกชายคนเล็กของตระกูล ซึ่งต่างจากชาวมอญในหลาย ๆ ชุมชนที่การนับถือผีจะผ่านลูกชายคนโต (ดูเพิ่มเติม อะระโท โอซิมา, 2536; ชมชนก ทรงมิตร, 2547)

ผู้หญิงไม่สามารถรับสืบผีได้ และถ้าในบ้านไม่มีลูกชายเลย เมื่อหัวหน้าครอบครัวตายไป ก็เท่ากับว่าหมดผี ต้องถอนเสาเอกไปถวายวัด บ้านนั้น ๆ ก็จะกลายเป็น ‘บ้านตลาด’ ไม่มีผีและใคร ๆ ก็สามารถขึ้นไปได้

ในแต่ละบ้านต้องมีเสาผี (ฮะหย่างกะล่ก) คือ เสาเอกของบ้านเป็นสถานที่เก็บของใช้ของผี ได้แก่กระบุงหรือหีบผ้าผี ภายในประกอบด้วยผ้านุ่งผ้าห่ม และแหวนผี เป็นแหวนทองหัวพลอยแดง ซึ่งลูกหลานในตระกูลต้องเก็บรักษาดูแลให้ดี ในแต่ละตระกูลจะมีข้อห้ามที่เกี่ยวกับการผิดผีที่ไม่เหมือนกัน

บางบ้านห้ามผู้หญิงท้องเข้าไปในเขตห้องเสาผี หากละเมิดจะถูกลงโทษจากผีท้าให้คนในตระกูลเจ็บป่วยได้ และต้องจัดการประกอบพิธีรำผี เพื่อเซ่นสรวงบูชาผีประจ้าตระกูล เพื่อขอให้หายป่วย ในการจัดพิธีร้าผี ผู้จัดต้องบอกกล่าวญาติทุกคนที่นับถือผีเดียวกันทั้งหมดแม้ว่าญาตินั้นจะอาศัยอยู่คนละชุมชนก็ตาม ถ้าญาติมาไม่ครบจะถือว่าการรำผีครั้งนั้นไม่สะอาด (เฮอะอ่ะห์) ซึ่งจากการเก็บข้อมูลภาคสนาม ชุมชนไทยรามัญในอำเภอบ้านแพ้วยังคงสืบทอดประเพณีการรำผี แม้ว่าจะไม่มีคนในชุมชนเป็น ‘โต้ง’ ผู้นำในการทำพิธี ก็จะติดต่อเชิญโต้งจากบ้านเกาะมาประกอบพิธี ซึ่งทำให้เห็นความเชื่อมโยงกันของชุมชนมอญในจังหวัดสมุทรสาคร ผ่านระบบเครือญาติ พิธีกรรมและความเชื่อดั้งเดิม

อะระโท โอซิมา (2536) อธิบาย ความสัมพันธ์ของการนับถือผีกับกลุ่มเครือญาติ ไว้ว่าระบบตระกูลซึ่งเครือญาติที่อยู่ในตระกูลเดียวกันจะมีการนับถือและเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษ/ผีเรือน(กรณีมอญบ้านแพ้วเรียก ปะโหนก) ที่

เสาเอกของบ้าน ‘ต้นตระกูล’ ซึ่งก็คือผู้ที่สืบผีต่อ โดยสืบต่อกันทางเชื้อสายฝ่ายชายเท่านั้น ซึ่งมีหน้าที่ทำพิธีเกี่ยวกับผีเรือน ดูแลปกครองเครือญาติในเชิงพิธีกรรม ซึ่งมีข้อห้ามและข้อผิดผีกำหนดไว้ เมื่อเกิดการทำพิธีกรรม สมาชิกทุกคนในตระกูลจะต้องมาร่วมในพิธีกรรม

จากการศึกษาภาคสนาม พิธีรำผีในตำบลเจ็ดริ้ว อำเภอบ้านแพ้ว พบว่า สมาชิกของตระกูลจะเข้าร่วมพิธีในฐานะที่แตกต่างกัน รวมถึงการร่วมงานของผู้ได้รับเชิญก็จะมีข้อปฏิบัติที่ต่างกันออกไปด้วย

กรณีพิธีรำผีของตระกูลวรรณรังษี ซึ่งเป็นตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งของตำบลเจ็ดริ้ว และมีสายตระกูลดั้งเดิมอยู่ที่ย่านคลองตาขำและคลองตาปลั่ง แสดงให้เห็นถึงการหน้าที่และความสำคัญของการนับถือผีกับระบบเครือญาติ นับตั้งแต่การเตรียมงานไปจนถึงการเสี่ยงทายหลังเสร็จพิธี

โดยทั่วไปพิธีรำผีนั้นจะจัดขึ้นใช้เวลาสองวัน วันแรกเป็นการเตรียมงานในครัว การสร้างปะรำหรือโรง

พิธี และการเตรียมตัวของคณะเจ้าพิธีหรือโต้ง และวันที่สองเป็นวันที่เกิดพิธีรำผี

การสร้างโรงร้าผีมอญ มีลักษณะตายตัว ผู้ที่มีความรู้เรื่องการสร้างโรงพิธีในชุมชนนั้นมีเพียงไม่กี่คน เมื่อคณะวิจัยเข้าไปถึงบ้านเจ้าของงาน พบว่า มีการเตรียมตั้งเสาอยู่แล้ว บริเวณรอบ ๆ มีไม้ไผ่และตับจากวางกองอยู่ ซึ่งใช้เป็นวัสดุหลักในการสร้างโรงพิธีรำผีเมื่อตั้วเสาหลักของโรงรำผีและพื้นที่เสาผีโดยวิธีการผูกเรือน เรียบร้อยแล้ว จึงผูกตับจากเป็นแพก่อนจะยกขึ้นเพียงหนึ่งครั้ง (ดูแผนผังประกอบ) ก็ขึ้นเป็นหลังคา จากนั้นจึงเก็บรายละเอียด

ส่วนของหิ้งไว้เครื่องเซ่น ในระหว่างนี้ทำงานสาน อย่างตะกร้า ดาบ ไม้ไผ่ หอกไม่ไผ่ คันและลูกธนู เข่งปลาทู เกราะ (เครื่องดนตรี) และอื่น ๆ ที่ใช้แทนสัญลักษณ์ในวันรุ่งขึ้น ส่วนพื้นนั้นปูด้วยเสื่อมอญและป้ายแวนิลที่ไม่ใช้แล้ว ส่วนในบริเวณเสาผีที่มีเสาเอกอยู่นั้น (รวมหิ้ง) ปูด้วยไม้กระดาน ให้เป็นพื้นที่ที่ โต้งจะประกอบพิธีและเชิญผู้นำในการร้าชุดต่าง ๆ ขึ้นไปบนพื้นที่ยกสูงชั่วคราวดั้งกล่าว ไม้ไผ่ที่ใช้ในการสร้างโรงนั้นซื้อมาจากร้านในตำบลบ้านแพ้วและคลองตัน ส่วนจากนั้นมีการเตรียมล่วงหน้ากันมาก่อนเป็นเดือนขณะทำตัวโรง มีการสื่อสารภาษามอญเสียมาก โดยเมื่อประมาณสามสิบปีก่อน คนในชุมชนทั้งหมดพูดภาษามอญได้ แม้จะมีครอบครัวที่ไม่ได้นับถือผีมอญปนอยู่ก็ตาม ส่วนคนรุ่นถัดมานั้นก็ฟังภาษามอญได้และเมื่อมีคนพูดด้วยก็จะสามารถสื่อสาร เมื่อการสร้างโรงเรือนผีที่ต้องใช้แรงงานผู้ชายจำนวนมาก ทำให้คนอย่างน้อยสองรุ่นได้ปฏิสัมพันธ์ และภาษามอญจึงถูกใช้มากกว่าภาษาไทย แต่ก็มีสลับกับภาษาไทย เนื่องจากเป็นภาษาที่ใช้กันได้ทั่วไปในตำบลเจ็ดริ้วสำหรับวัยกลางคนขึ้นไป

สำหรับการตั้งโรงเรือนผีนี้ต้องใช้พื้นที่ และสถานที่ในการประกอบพิธีกรรมตลอดวันค่อนข้างกว้าง ส่วนที่เป็นที่นั่งของญาติผีเดียวกันและแขกที่ร่วมงานจึงต้องกางเต้นท์ เพื่อรองรับคนที่อาจจะล้นออกมาจากโรงพิธี โดยเต้นท์นั้นเป็นของลูกชายคนเล็ก (แต่งงานกับคนคลองครุ มีลูกคนเล็กเป็นผู้หญิง) ในบางกรณี บางบ้านที่ไม่มีที่ดินของตัวเองหรือกว้างพอจะตั้งโรงเรือนผีได้จะได้ต้องไปเช่าที่แทน เพื่อให้มีพื้นที่กว้างพอที่จะตั้งโรงเรือนและหันไปทางทิศตะวันตก

บ้านต้นตระกูลของผู้สืบต่อผีนั้นมีความสำคัญในการดูแลกลุ่มเครือญาติ คือ เมื่อญาติจะประกอบพิธีกรรมจะต้องมาเซ่นไหว้และเชิญผีที่เสาเอกของบ้านผู้รับผี โดยในที่นี้คือ นายสุทิน วรรณรังษี ลูกชายคนเดียวที่ยังไม่ได้แต่งงานของนายบุญลือ วรรณรังษี และนางมะระ (สกุลเดิม ชาวบ้านเกาะ) นายสุทินมีพี่สาวหนึ่งคน ชื่อ วิไลรัตน์ และน้องสาวคนเล็กชื่อ นาตยา เมื่อบิดาถึงแก่กรรมแล้วนั้น ทำให้นายสุทินต้องรับสืบผีต่อ มาตั้งแต่อายุ 20 ปี ได้ช่วยเหลือประกอบพิธีแก่ญาติหลายครั้งรวมทั้งมารดาของนายสุทิน ผู้เป็นสะใภ้ก็มักไปช่วยเหลืองานอยู่เสมอ เพราะบรรดาสะใภ้นั้นก็มีหน้าที่ในงานต่าง ๆ ด้วย โดยเฉพาะการรำผีมอญ ส่วนสะใภ้ที่ตั้งครรภ์จะต้องทำเป็นไม่รู้เรื่องงาน และไม่เข้าร่วมพิธี ขณะที่ญาติคนใดไม่สามารถมาร่วมพิธีได้ จะต้องมีการบอกกล่าวบรรพบุรุษก่อนวันงานจริง เว้นเสียแต่สายตระกูลที่แยกออกไปแล้ว หรือผู้ที่ถูกรับมาเป็นบุตรบุญธรรม เพราะการสืบผีหรือทำกิจกกรรมร่วมกันในเครือญาตินี้ ถือว่าเป็นเรื่องของสายเลือด

ในวันรุ่งขึ้น บริเวณหน้างานทางเข้ามีลูกสะใภ้คนโตมาคอยแจกหมาก เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าได้รับอนุญาตให้ร่วมงาน ทางเจ้าของบ้านเล่าว่า ในโรงเรือนนั้นเเมื่อสร้างเสร็จเมื่อคืน จะต้องมีคนนอนเฝ้า จนกระทั่งจนเช้าวันรุ่งขึ้น ในวันนี้ด้านหน้าโรงพิธีมีหุ่นเสื้อและธงผ้าแดงติดปลายไม้ไผ่พาดอยู่ บนเสากลางด้านหน้าทิศตะวันตก ถัดออกไปในแนวเดียวกันอีกสิบเมตรมีโพตุ้มปลูกชั่วคราวตั้งอยู่ เป็นลานที่ใช้รำรอบบริเวณนั้น บริเวณโคนโพตุ้มมีด้าย กระด้ง ใบตอง ไหใส่น้า 3 ไหและ ขันทอง เครื่องอื่น ๆ ด้านหน้าโรงผีนั้น ทางมะพร้าวขนาดใหญ่ถูกนำมาพาดกั้นพอพรางสายตา บริเวณโพตุ้มยังมีเข่งปลาทูที่ติดฐานในลักษณะเดียวกันกับบริเวณหิ้งด้านในและเสาเอก ด้านที่เป็นบริเวณเสาผีในปะรำนั้น รวมทั้งสิ้นสามเข่ง บนคานโต้งได้ผูกผ้าแดงโต้งนั้นจะจับผ้าในแต่ละช่วงที่มีการสวดมนต์ หรือก่อนจะรำในแต่ละชุด คาดว่าเป็นการสื่อสารกับประหนกนั่นเอง

ก่อนที่จะเริ่มพิธีหลักนี้ วงปี่พาทย์ได้เตรียมตัวพร้อมแล้ว โดยจะเล่นทั้งวันจนจบพิธี ด้วยค่าจ้างเป็นจำนวนเงิน 13,000 บาท เครื่องดนตรี ประกอบด้วย ฆ้องวง ระนาดเอก ระนาดทุ้ม กลอง ตะโพน กรับ ฉาบใหญ่ ฉาบเล็ก ฉิ่ง มีการไหว้เครื่องดนตรีก่อนด้วย โดยใช้ของแบบเดียวกันที่เตรียมไว้ไหวหิ้งผี

เสาทางเดินของของห้องผีภายในโรงพิธีประดับด้วยผ้าสไบมอญบริเวณเสาที่ เป็นทางเดินที่ยกพื้นสูงเข้าไปหาหิ้งประหนก โดยเสาคู่กลาง เป็นเสาลอย บริเวณด้านหน้าโรงพิธี เครื่องเซ่นทั้งถาดเล็ก หรือใหญ่ เครื่องไหว้ครูและบูชานั้นมีหลากหลาย ในแต่ละถาดหรือชามที่บรรจุเครื่องเซ่นนั้นมีสิ่งของที่ใช้ร่วมกัน เช่น เหล้า กล้วย ยำเต่า ขนมมันทอด ขนมด้วง เป็นต้น

การเตรียมของในโรงพิธีในส่วนของห้องผีเรือนนั้นโต้ง ผู้ช่วยโต้ง และเด็กที่เป็นลูกมือจะช่วยกันจัดการ มีผู้สูงอายุที่พอรู้วิธีคอยช่วยอยู่บ้าง เมื่อจัดเตรียมเสร็จแล้ว จึงนำถาดให้ลูกผู้ชายแยกไปไหว้ศาลพระภูมิ ศาลตายาย อย่างละหนึ่งชุด จึงเริ่มการรำผี สิ่งสำคัญในการ เริ่มร้าผี แต่ละชุดก็คือ ผ้าต่าง ๆ ที่น้ามาเป็นชุด การยกขันบูชา การเริ่มร่ายรำไปยังลานโพตุ้ม กรณีที่ผู้เริ่มรำมีคนเดียว จะเริ่มด้วย ใบรำผี ดาบจริง หอกไม้ไผ่ และเกราะหากร้าหลายคนก็จะเริ่มด้วยอุปกรณ์ต่างกัน แต่จะต้องรำให้อุปกรณ์นั้นให้ครบทุกชิ้น โดยมีเสียงเชียร์จากคนในโรงร้าผีและแขก จากการสังเกตการณ์คาดว่ากลุ่มที่เป็นสะใภ้ หรือ/และ ลูกหลวงตา เป็นกลุ่มที่เริ่มรำก่อน

โดยกลุ่มแรกที่ถูกเรียกนั้นมีจำนวน 20 คน แบ่งชุดละ 10 คน ในชุดแรก ลูกสะใภ้ ใส่สไบที่โต้งเตรียมมาให้ นั่งเรียงกัน ของไหว้ถูกยกมาเพื่อให้ยกจรดศีรษะก่อนเริ่มร้า จากนั้นผู้ชายสามคนมาช่วยเฉาะมะพร้าว จุดเทียน 1 เล่มธูป 3 ดอก โต้งได้น้าธูปมาปักบริเวณโคนโพตุ้มโดยมีลูกชายคนเล็กของครูสายหยุดคอยช่วย นำมะพร้าวถูกนำมาใส่ไหใต้โคนโพตุ้มส่วนเครื่องเซ่นที่นำไปใส่ในเข่งที่ปักอยู่โคนต้นได้แก่กล้วยข้าวเหนียวขนมมันจากนั้นสะใภ้อีก 8 คนจึงรำอีกชุดหนึ่ง ผู้ที่คอยร่วมงานมาก่อน โดยเฉพาะลูกสาวคนโตของครูสายหยุด ป้าพยุง สมบุญจันทร์ อายุ 65 ปี คอยกระซิบบอกกล่าวสะใภ้ในบางครั้งว่าต้องปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างไร เมื่อเสร็จรอบแล้ว สะใภ้จะต้องกินข้าวร่วมกัน และบรรดาญาติก็กินข้าวร่วมกันด้วยภายในโรงพิธี

เมื่อกินข้าวร่วมกันแล้ว ผู้ชายในผีเดียวทั้งหมดถูกเรียกรวมกัน ลูกชายคนเล็กของครูสายหยด รับชุดประหนกมาจากนายสุทิน และทยอยกันเข้าปะรำ สิ่งสำคัญในแต่ละบ้านก็คือการดูและเสาผีเรือน ลูกชายคนเล็กในชุมชนมอญเจ็ดริ้วมีความสำคัญที่ต้องดูแลเสาผี หรือนกรณีที่ต้องแยกผีก็จะต้องเป็นผู้รับประหนกแยกออกมา

เวลาประมาณ 9.40 น.ลูกชายคนเล็กของบ้านเจ้าภาพแต่งตัวเสร็จ ระหว่างที่มีการประกอบพิธีย่อยชุดต่าง ๆ นี้ ปี่พาทย์จะคอยเล่นเพลงตามคลออยู่เสมอ และจะจบลงพร้อมกันเมื่อชุดย่อย ๆ นั้นจบลง ลูกชายคนเล็กของบ้านนำขึ้นไปไว้ยังเสาเรือนพร้อม ๆ กับลูกคนอื่นๆ ตามไป ส่วนผู้ชายนั้นตามขึ้นไปด้วยทางประตูหลังบ้าน จากนั้นลูกชายคนเล็กเดินลงนำกลับลงมา กล่องสี่เหลี่ยมที่ใส่ของน้าไปไหว้ศาลพระภูมิถูกนำกลับเข้ามาด้วย ซึ่งมีเต่าอยู่ในนั้น

ก่อนเข้าในโรงพิธี โต้งเอาดาบในมือลูกคนเล็กแตะคานก่อนเข้า ปี่พาทย์บรรเลงอีกชุด ขบวนที่ตามมาเริ่มรำโห่ร้อง เข้าไปข้างใน เมื่อปี่พาทย์ลง ลูกชายคนเล็กจึงถอดชุดแล้วรับข้าวเหนียวเข้าปาก โต้งจะเป็นผู้ออกมาร่ายรำอย่างสุขุมและชำนาญไปยังโพตุ้ม ในการเปลี่ยนรอบแรกนั้น โต้งเด็ดลูกโพตุ้มใส่ไห และนำน้ำในไหมาพรมใบรำผี เรียงจากซ้ายไปขวา จากนั้นจึงรำผ่านกลับข้าไปยังพื้นที่ของโต้ง น้ำถูกนำมารดเสาต่าง ๆ ลูกหลานผู้ชายถูกเรียกมานั่งเรียงกันในโรงพิธี ต้นกล้วยถูกนำเข้ามา พร้อมด้วยพานหมากพลู ต้นกล้วยถูกเฉพาะลูกชายคนเล็ก จากนั้นโคนกล้วยถูกเฉาะด้วยดาบคาไว้ ล้างโคนต้นกล้วยเพื่อขอขมา รับข้าวตอก โปรยผ่านหัวโต้งเข้าไปยังเขตเสาผี

จากนั้นครูสายหยุดถูกพาลงมายังโรงพิธี มีท่าทีสดใสและรับทราบว่ามีการจัดงานโดยมีญาติมาร่วมงานพร้อมหน้า เพื่อมาล้างโคนกล้วย จากนั้นผู้ช่วยโต้งเอาดาบที่คาไว้มาเช็ดกับผ้าที่ผูกโยงกับคานไว้ สอดคล้องกับจังหวะปี่พาทย์ ต้นกล้วยถูกฟันขาดสองท่อน นำมาถูพื้นและเสียบไว้เสาหน้า

จากนั้นพี่พาทย์หยุด ต้นกล้วยนี้อาจมีความหมายถึงบรรพบุรุษหรือสิ่งผิดพลาด (ตรวจสอบเพิ่มเติม) แต่เมื่อเสร็จพิธีส่วนนี้ ลูกสาวคน (ที่เชื่อว่าเป็นผู้ทำผิดผี) เข้ามาหาโต้ง หั่นโคนกล้วยที่โดนฟันนำไปใส่ หม้อบนเตา และเอาแกนกลางล้าต้นกล้วย ซึ่งมีลักษณะอ่อน มายำกับเต่า และนำปลาด้วยมือ ขั้นตอนนี้มีโต้งเป็นผู้กำกับอย่างใกล้ชิด เมื่อยำเสร็จจึงน้าไปใส่ถาดทองเหลืองและถาดต่าง ๆ ไว้ตามเสาที่มีเข่งอยู่ บนห้อง ใต้หิ้ง และถาดอื่น ๆ เฉลี่ยกันให้ทั่ว ที่เหลือใส่ลงหม้อ

จากนั้นลูกสาวคนเล็กไหว้เครื่องเซ่นและรับสไบสีม่วงมาห่ม ลูกสาวคนเล็กถือกรวย ธนู ผ้าแดงในถาด จากนั้นโต้งออกมาจากโรงพิธี เปิดหม้อ (ไห) รับกรวยไป แล้วตักน้ำใส่ถาดผ้าแดง ลูกสาวคนเล็กเตรียมตัวรำเปิดอีกครั้งหนึ่ง นุ่งผ้าถุงสีเขียว คาดเอวแดง ใส่เสื้อและผ้าประหนกนำมาคาดตะแบงมาน เจิมแป้ง ทัดหูด้วยดอกเข็ม ถือธนูลูกดอกคู่ ใช้กรวยตักน้ำเข้ามารดเสาต่าง ๆ จากนั้นรำธนู มีโต้งคอยกำกับท่ารำ

จากนั้นนำธนูวางไว้ใต้หิ้ง ยกถาดเครื่องเซ่นจรดหัวและยกถามรำ นำไปไว้ใต้หิ้งและรำด้วยมือเปล่า ปี่พาทย์ลง จบช่วง บริเวณคานใต้หิ้งนั้นมีตะกร้าสานห้อยไว้ จากนั้นลูกสาวคนเล็กป้อนข้าวญาติผู้ชาย โดยเริ่มจากป้อนพ่อก่อน จากนั้นป้อนข้าวญาติผู้หญิง และป้อนข้าวตัวเองเป็นคนสุดท้าย ระหว่างนี้โต้งหยิบใบรำผีมาเตรียม ผู้หญิงคนหนึ่งหยิบใบรำผีออกมารำและเคลื่อนไปรอบโพต้นหนึ่งรอบ กลับเข้าไปรำดาบ รำเกราะ และรำเหล้า พิธีป้อนข้าวนี้จำเป็นต้องสอบถามจากโต้งเพิ่มเติม แต่เมื่อจบช่วงจะคล้ายกับช่วงอื่น ๆ คือมีการรำอุปกรณ์ดังที่กล่าวไปแล้ว จากนั้นเริ่มมีคนอื่นๆ ออกมารำแทรกบ้างเป็นจังหวะที่เร็ว ฟังดูครึกครื้นมากขึ้น จากนั้นลูกสาวคนเล็กรำกลับเข้าไปยังหน้าหิ้ง ลาหิ้ง โต้งใช้พัดพัดให้ลูกสาวคนเล็ก ปี่พาทย์ลง จบช่วง

อีกขั้นตอนหนึ่งที่สำคัญคือ การอาบน้ำให้กับลูกคนเล็ก (เป็นผู้หญิงหรือชายก็ได้) ของลูกชายคนเล็กของครูสายหยุด หรือ ก็คือหลานคนเล็กของครูสายหยุดนั่นเอง พิธีเปิดและเริ่มดำเนินไปคล้ายคลึงกัน แต่แม่ของหลานสาวคนเล็กเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น มีการเปลี่ยนชุดตรงลานโพตุ้มโดยบรรดาผู้หญิงที่อาวุโสกว่าคอยช่วยเหลือ ผู้ช่วยโต้งถือกรวยน้ำ โต้งช่วยเปลี่ยนชุดเป็นหลัก เป็นกระโจมอกผ้าถึงสีแดง น้ำจากโอ่งบริเวณโพตุ้มเป็นน้ำที่ใช้อาบ ผู้ชายที่เป็นญาติผีเดียวกันนำน้ำมารดหลานสาวคนเล็ก

จากนั้นหลานสาวคนเล็กรับข้าวตอกจากโต้งแล้วจรดหน้าผากมีเครื่องน้ำอบในขันทองเหลือง หลานสาวมองกระจกแล้วจึงแต่งหน้าหวีผมแล้วโต้งจึงนำปอยผมที่เตรียมไว้มาทัดติดกับผมของหลานสาวคนเล็กแกะออกและนำไปผูกกับเสากลางหิ้งโต้งจุดเทียนที่ปักไว้หลานสาวคนเล็กจับมือโต้ง นำน้ำมนตร์เวียนรอบแล้วจึงเอากรวยใส่น้ำมาดับไป (ดูวิดีโอเพิ่มเติม) จากนั้นหลานสาวหยิบผ้าที่ผูกกับคานโต้งนำสไบไปไหว้ร่ายรำแล้วจรดตัวหลานสาวสามครั้งจากนั้นเอาผ้าไปวางบนหิ้งพร้อมด้วยพานที่ใช้จากนั้นหลานสาวรำปิดพิธีด้วยใบรำผีตามด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ

ช่วงเวลา 12.30 โต้งเปลี่ยนเครื่องแต่งกายไปเป็นผ้าข้าว คาดเอวด้วยผ้าสีเขียว จัดแจงถาดทองเหลือง ไก่ตัวผู้ถูกน้าเข้ามา ของบางส่วนนำไปไว้บนหิ้ง ทั้งนี้ตรงกับช่วงเวลาพักกลางวัน และแขกนั้นถูกเชิญให้ร่วรับประทานอาหาร เหลือเพียงแต่ไม่กี่คนที่อยู่ในโรงพิธี กิจกรรมยังคงดำเนินต่อไป

ในตอนบ่ายนั้นเป็นการรำหมอรักษาและละครชุดต่าง ๆ ข้อสังเกตคือพิธีย่อยและการรำชุดในช่วงเช้ามีแบบแผนในช่วงเช้า ส่วนในช่วงบ่ายมีการละเล่นที่ครึกครื้นมากกว่าส่วนของการรำหมอรักษาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถจัดร่วมกับการรำผีได้ นำโดยยายมะระ มารดาของนายสุทินต้นผีมีการรำหอกผูกด้วยผ้าสีชมพูมีกระด้งกล้วยและข้าวเหนียว สูงอายุที่ต้องการรักษานำเท้าจรดกระด้งหมอรักษาเอาหอกดาบกระทุ้งตามขาของผู้เข้ารักษาทาด้วยไพรที่เตรียมไว้ยายมะระกินไพรแล้วพ่นไปยังกระด้งขณะที่ดำเนินพิธีอยู่นั้นมียายคนหนึ่งเป็นลมเชื่อว่าเป็นตัวแทนหมอ (ร่าง) ที่มาลงยายคนนั้นเรียกขอบุหรี่สูบรวมทั้งยายมะระที่ถือดาบในมือเพื่อจบส่วนย่อยนี้จึงตามด้วยการรำใบรำผีเกราะและดาบ

ส่วนย่อยต่อมามีการต่อเพลงกลองฉิ่งฉาบถูกใช้เป็นเครื่องให้จังหวะหลักมีการร่ายรำเชิงตลก เป็นชุดที่นำไปสู่ละครและการละเล่นที่ครื้นเครงที่ตามมา ในจังหวะนี้เองเป็นการเริ่มต้นของการใช้ภาษามอญโดยผู้ร่วมพิธีที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น จากนั้นลูกชายตนโตเข้าไปไหว้ห้องกับโต้งในตอนนี้โต้งห่มผ้าสีแดงคาดเอวผ้าสีฟ้า อุปกรณ์หน้าหิ้งถูกแบกออกมาไว้บนบ่าของผู้หญิงสองคนตามหลังโต้งที่มีขั้นใส่น้ำ และไม้ไผ่ปัดกวัดแขว่งไปยังลานโพตุ้มนำน้ำรดโพตุ้มแล้วนำอุปกรณ์มาเก็บหน้าหิ้งจากนี้คนผีเดียวกันทั้งชายหญิงถูกเรียกเข้าไปอีกครั้งหนึ่งรวมหลานสาวด้วยที่จับผ้าแดงจากคานอยู่และคุมผ้าแดงกับโต้ง ลูกชายคนโตของตาสายหยุดเอาหัวหมุดเข้าไปในผ้าที่กั้นอยู่แล้วคาบปลาออกมา เมื่อจบตอนนี้แล้วเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ติดตามมากับโต้งถูกเชิญให้ลองนำชุดรำย่อย คาดว่าเป็นไปเพื่อการฝึกฝน

ผู้หญิงที่เป็นญาติร้าต่อจากนี้ปิดด้วยใบร้าผีและร้าเหล้ามีผู้ชายที่เป็นญาติเข้ามารับเหล้า จากนั้นมีการยกขั้นสามใบเป็นตัวแทนของเจ้าทั้ง 3 คนที่โต้งเชิญมาจากย่านบ้านเกาะ หลังจากนี้จึงมี การรำชุดที่คึกครื้นมากขึ้น มีการใส่วิก แต่งตัว สนทนา ต่อขาน อย่างสนุกสนาน ลูกหลานจะได้รับเชิญให้ออกมารำสลับกันไป เนื่องจากถือว่าเป็นพิธีที่ทำกันทั้งครอบครัว การแสดงชุดต่าง ๆ ที่ตามมานั้น ผู้ร่วมพิธีเรียกรวม ๆ ว่า ลิเกมอญ โดยเฉพาะ มีการคล้องช้าง/แย่งช้างที่สนุกสนานและใช้เวลาที่ค่อนข้างนาน และรำกระด้ง ในช่วงก่อนปิดพิธี เนื่องจากการรื้อโรงเรือนรำผีนั้นต้องทำให้เสร็จก่อนฟ้ามืด โต้งไหว้มะพร้าวและรำเพื่อนำมาทุบบริเวณลานโพตุ้มให้แตก เป็นอันเสร็จพิธี

ในช่วงท้ายนี้บางคนกล่าวว่าเป็นการลาประหนก ลูกชายของตาสายหยุดนำสายสิญจน์ จากโคนโพตุ้มมาใส่อ่างประหนกบนหิ้ง ส่วนบริเวณลานโพตุ้มในการปิดนี้ โต้งต้องทุ่มมะพร้าวถึงสามครั้งจึงจะแตก ขณะเดียวกันลูก

ชายคนโตดับเตาไฟหม้อที่คั่วข้าวตอกเมื่อเช้า แล้วจึงคว่ำหม้อ อุปกรณ์สัญลักษณ์ที่ทำจากไม้ไผ่ถูกนำมารวมโดยโต้ง ผ้าที่พาดอยู่หน้าหิ้งถูกนำไปรำสามรอบแล้วเอาปลายผ้ามาชุบน้ำ เป็นอันเสร็จพิธี ปี่พาทย์ลงและขอให้เจ้าภาพจงเจริญ

การรำผีมอญในตำบลเจ็ดริ้วนี้มีความแตกต่างจากที่อื่นเมื่อเปรียบเทียบกับการศึกษาพิธีกรรมดังกล่าวที่อื่น เช่น คำเรียกผู้ประกอบพิธี คำเรียกบรรพบุรุษ การจัดสร้างโรงเรือนรำผี การสืบต้นผีและอื่น ๆ แต่มีความคล้ายคลึงกันในแกนหลัก เมื่อเทียบเคียงกับชุมชนมอญในสมุทรสาคร

โลงศพมอญ

ภายในวัดธรรมเจดีย์ศรีพิพัฒน์ ยังคงมีช่างฝีมือโลงมอญที่อาศัยศาลาเล็กภายในวัดเป็นสถานที่ทำงาน นั่นคือ ลุงย้อย ชวาใต้ ฝึกฝนศิลปะการทำโลงศพมอญมาจากผู้เป็นบิดา เป็นเจ้าเดียวในอำเภอบ้านแพ้วที่ยังคงรับทำโลงมอญ เป็นผู้ที่ได้รับการกล่าวขานว่ามีฝีมือประณีตและรู้เรื่องพิธีกรรมเกี่ยวข้องกับพิธีศพคนมอญเป็นอย่างดี หลายครั้งลุงย้อยจึงรับหน้าที่ตั้งแต่เริ่มหาวัสดุประกอบโลงศพ จนกระทั่งเชิญศพขึ้นเมรุ

ในอดีตโลงศพมอญนั้นใช้สำหรับพระสงฆ์ผู้ใหญ่ที่เป็นที่เคารพ ภายหลังจึงเริ่มใช้ในงานศพของผู้วายชนม์ที่อายุยืน โลงมอญนั้นจะต้องสั่งทำล่วงหน้า ใช้เวลาหลาย 3-5 เดือน ดังนั้น เมื่อมีผู้เสียชีวิตและต้องเก็บศพไว้ข้ามปีตามธรรมเนียม ลูกหลานก็จะมาสั่งทำไว้ก่อน แล้วจึงกำหนดการชักศพเพื่อนำร่างผู้เสียชีวิตมาบ้าเพ็ญกุศลในภายหลัง การสั่งทำโลงนั้น ยิ่งต้องการให้ประณีตมากยิ่งใช้เวลานานมีค่าใช้จ่ายที่สูงตั้งแต่ 40,000-85,000 บาท ลุงย้อยยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การทำโลงมอญของชุมชนมอญแต่ละที่นั้นมีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับช่างฝีมือ

“แต่ก่อนที่รับมาจากพ่อส่วนฝา [คล้ายยอดปราสาท] มีสองชั้น ทีนี้ก็เอามาประยุกต์ปรับเป็น สาม คนอื่นเขาก็ไม่มี แต่ลุงก็พยายามงานมันเยอะ มากสุดก็สี่ชั้น [...] แต่ว่าบางทีปทุมเขาตีแค่สาม แล้วอย่างสามโคกของเขาเตี้ย เตี้ยนิดเดียวความสูงก็ไม่เยอะ แต่นี่ก็เก้าศอกโดยรวมทั้งจากทั้งหมด เก้าอี้ก็ต้องต้องเตรียมไว้ยันนู่นเพดานก็ต้องเตรียมไว้เก้าศอก [อย่างของ] สามโคกเขาไม่สูง เตี้ย บางที่ทำใช้แล้ว เขาก็เอาตั้งไว้ที่พิพิธภัณฑ์เขาที่ใน

ศาลาทำไว้ให้เขาได้หลายปีแล้ว อย่างที่วัดสนามเหนือ ปากเกร็ด...ทีมช่างไม่ได้หยุด มีสามคนนี่ไม่ได้หยุด ลุงเป็นคนต่อแล้วก็ต้องทำซุ้มทำอะไร เป็นคนต่อฝาเอยเราก็เป็นคนติด แล้วเขากเป็นคนแกะกันสองคน แกะเสร็จแล้วก็ส่งไปที่บ้าน บ้านแล้วเพื่อประดับสี มีลูกสองสามคนคอยช่วย"

แม้ว่าลุงย้อยจะมีลูกมือจำนวนหนึ่งที่รู้งานเป็นอย่างดีคอยช่วย แต่หากมีการสั่งทำมาก มักจะติดขัดเรื่องแรงงานคนที่คอยเตรียมชิ้นส่วนต่าง ๆ เช่น การตอกลิ่มและฉลุลวดลาย เป็นต้น เทคนิคเหล่านี้มีความละเอียด ต้องใช้ความชำนาญจากการฝึกฝน อีกทั้งผู้ที่สนใจท้าโลงมอญในรุ่นหลังนี้มีไม่มากนัก


บรรณานุกรม

สมรักษ์ ชัยสิงห์กานานนท์ และจักรี โพธิมณี. รายงานวิจัย การปฏิสัมพันธ์ระหว่างชุมชนชาติพันธุ์ในอำเภอกระทุ่มแบนและอำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร. กรุงเทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร, 2560.