แข่งเรือพิมาย

13816 ครั้ง |

ชื่อเรียกอื่น :
เดือนที่จัดงาน : พฤศจิกายน
เวลาทางจันทรคติ : สัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี
สถานที่ : ลำน้ำจักราช อำเภอพิมาย จ. นครราชสีมา
ภาค / จังหวัด : ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
: นครราชสีมา
ประเภท : ประเพณีตามเทศกาล หรือประเพณี 12 เดือน
ประเพณีที่เกี่ยวข้อง :
คำสำคัญ : แข่งเรือพิมาย, ทอดกฐินทางเรือ
ผู้เขียน : สาวิตรี ตลับแป้น
วันที่เผยแพร่ : 6 ก.ค. 2561
วันที่อัพเดท : 6 ก.ค. 2561

ประเพณีแข่งเรือพิมาย

          กว่าร้อยปีมาแล้ว ก่อนจะมาเป็นงานประเพณีแข่งเรือพิมาย สมัยก่อนคืองานทอดกฐินทางเรือ เนื่องจากชุมชนสองฟากฝั่งแม่น้ำมูล  ช่วงฤดูน้ำหลากเดือนตุลาคม-ธันวาคม ได้มีน้ำเอ่อท่วม ผู้คนตามหมู่บ้านต่างๆ ได้สัญจรไปมาทางเรือ งานทอดกฐินจะหมุนเวียนเปลี่ยนกันไปตามวัดของแต่ละหมู่บ้าน หลังออกพรรษาเป็นหน้าทอดกฐิน ในงานบุญกฐินเรือต่างๆ จะมาแข่งขันกันด้วยความสนุกสนาน เรือมักจะเป็นของวัด ในเวลาต่อมาได้มีระบบชลประทาน ทำให้น้ำไม่เข้าท่วมเหมือนเดิม ประกอบกับทางการได้ส่งเสริมการท่องเที่ยว งานทอดกฐินทางเรือ จึงได้เปลี่ยนมาเป็น งานประเพณีแข่งเรือ ที่เป็นส่วนหนึ่งของงานเทศกาลเที่ยวพิมาย ซึ่งจัดเป็นประจำทุกปีในสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายน

          ความเป็นมาของงานประเพณีแข่งเรือพิมาย ต้องย้อนไปในปี พ.ศ  2454 สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระอัครมเหสีในรัชกาลที่ 5  (สมเด็จพระพันปีหลวง) พระราชชนนีในรัชกาลที่ 6 ได้เสด็จพร้อมด้วย สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ในรัชกาลที่ 5  พร้อมด้วยพระบรมวงศ์ฝ่ายใน ได้เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดค่ายทหาร(ค่ายสุรนารี)ที่เมืองนครราชสีมา  หลังจากนั้นได้เสด็จประพาสชมปราสาทหินพิมายและไทรงาม ทางคณะกรมการเมืองนครราชสีมาและคณะกรรมการอำเภอพิมายได้เตรียมการรับเสด็จฯอย่างสมพระเกียรติ เนื่องในวโรกาสที่มีพระราชวงศ์ชั้นสูงเสด็จประพาสเมืองพิมายเป็นครั้งแรก ในครั้งนั้นถือว่าเป็นการพัฒนาพื้นที่ในตัวเมืองพิมายครั้งยิ่งใหญ่นับตั้งแต่ก่อตั้งเป็นอำเภอพิมาย การเตรียมการกระทำมานับปี มีการตัดถนนซึ่งสมัยนั้นเป็นถนนดิน สันนิษฐานว่าทรงเสด็จพระราชดําเนินจากตัวเมืองนครราชสีมามายังพิมายโดยขบวนเกวียน มีการตัดถนนสายใหม่ภายในตัวเมืองพิมาย และขยายทางเกวียนสายเก่าที่คับแคบรวม 15 สาย และจัดทำเรือยาว 4 ลำ ขุดจากไม้ตะเคียนทอง ขนาด 20 ฝีพายกว้างประมาณ 2 ศอกครึ่งและยาวประมาณ 10 วาขนาดเท่ากันทั้ง 4 ลำ ใช้เพื่อประดับพระเกียรติและเป็นเรือลาดตระเวนถวายความปลอดภัยริมฝั่งแม่น้ำ  ครั้นพระองค์เสด็จกลับ เนื่องจากเป็นเรือลำใหญ่ ทางอำเภอไม่มีที่เก็บในช่วงน้ำแห้ง  จึงได้นำไปถวายวัด

          อาจารย์เฉลิม เสตะพยัคฆ์ ราษฎรอาวุโส  ข้าราชการครูเกษียณในวัย 92 ปี ได้ทบทวนความทรงจำที่ยังคงแจ่มชัด อาจารย์เฉลิมมีช่วงวัยเด็กอยู่ในยุคแรกของการแข่งเรือพิมาย  ครั้นถึงฤดูทอดกฐิน ชาวบ้านได้มาขอยืมเรือยาวจากทางวัดไปใส่เป็นองค์กฐิน อย่างที่วัดเดิมได้เก็บเรือไว้ 2 ลำ เครื่องกฐินก็เอาใส่ลำหนึ่ง ชาวบ้านเรียกว่าเรืออีเป็ด จากลักษณะรูปร่างของเรือที่ได้ใช้ไม้กระดานเสริมกราบเรือ ทำให้กลางเรือป่องคล้ายเป็ด ส่วนเรืออีกลำใส่เครื่องดนตรีปี่พาทย์ และชาวบ้านส่วนใหญ่ก็มีเรือขุดขนาดเล็กต่างก็พายตามกันมาเป็นเรือบริวาร  หลังงานทอดกฐินที่วัด ขากลับชาวบ้านนึกสนุกจึงได้ท้าแข่งเรือกัน  จึงเป็นที่มาของการแข่งเรือ การแข่งขันกันในช่วงนั้นไม่ได้เคร่งครัดในเรื่องกฎกติกา ขนาดเรือไม่เท่ากันจำนวนฝีพายก็ไม่เท่ากันก็ได้  ถึงกับว่าช่วงแรกคนที่พายเรือแข่งยังมีน้อย พระท่านจึงต้องมาช่วยกันพายแข่ง ในเวลาต่อมาเมื่อมีชาวบ้านสนใจมาพายเรือแข่งกันมากขึ้น พระจึงกลับไปสำรวมได้  ผู้ชนะมีรางวัลพิเศษให้เป็นขันน้ำ พานรอง ข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำมันก๊าด น้ำปลา ฯลฯ บางปีมีการเก็บค่าเข้าชมคนละ 2 บาท  หลังแข่งมีการเลี้ยงฉลองกัน  สถานที่แข่งจะเป็นแถวลำน้ำใกล้วัดที่ไปทอดกฐิน พอเป็นที่นิยมมากขึ้นทำให้บรรดาวัดต่างๆที่ตั้งอยู่ริมน้ำ ต่างก็สร้างเรือขนาดใหญ่เพื่อใช้แห่องค์กฐินและใช้แข่งขัน

          ยุคต่อมาตั้งแต่พ.ศ.2474 เป็นช่วงของการจัดแข่งขันเรือยาวอย่างเป็นทางการขึ้นครั้งแรกที่ลำวังหิน ได้มีการแห่กฐินทางเรือไปทอดที่วัดบ้านวังหิน  จากนั้นก็มีการจัดการแข่งขันที่ลำวังหินเรื่อยมาสืบเนื่องทุกปี มียกเว้นเฉพาะช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และปีที่เกิดภัยแล้ง  มีการสร้างศาลาถาวรไว้เป็นกองอำนวยการริมฝั่งแม่น้ำ เพื่อนำองค์กฐินไปตั้งไว้ในวันแข่งเรือให้ประชาชนได้ร่วมทำบุญบริจาคเงินทองและสิ่งของ วันรุ่งขึ้นก็นำกฐินไปทอดที่วัดที่จองไว้หมุนเวียนกันไป สนามแข่งเรือที่ลำวังหิน ใช้ระยะทาง 400 เมตร แข่งขันแบบรุ่นเดียวพบกันหมดภายในวันเดียว บางทีจัดแข่งเรือชาวบ้านขนาด 3-5 ฝีพายและแข่งเรืออีโปงด้วย การแข่งขันเน้นความสนุกสนานครื้นเครง

          ช่วงแข่งเรือที่ลำวังหิน ได้ปรากฏอยู่ในความทรงจำของอาจารย์จรูญ คงสัตย์  ผู้ทรงคุณวุฒิที่ปรึกษาคณะกรรมการจัดการแข่งขันเรือยาวประเพณีพิมายปีพ.ศ. 2560 อาจารย์จรูญเป็นข้าราชการครูเกษียณ วัย 74 ปี เป็นผู้คร่ำหวอดในวงการแข่งเรือมายาวนานอีกท่านหนึ่ง  เคยเป็นทั้งนักพากย์และผู้จัดการเรือ ตอนเป็นเด็ก คุณแม่ของอาจารย์ได้พาไปดูแข่งเรือที่ลำวังหิน  ช่วงนั้นเป็นปีน้ำหลาก น้ำเต็มทุ่ง ช่วงพายเรือไป จำได้ว่าไม่รู้สึกกลัว เพราะพายทวนน้ำแบบตัดทุ่ง เลียบริมฝั่งแม่น้ำมูล น้ำอยู่ประมาณแค่อก ถ้าเป็นกลางแม่น้ำ น้ำจะเชี่ยวและลึกมาก เมื่อใกล้ถึงที่แข่งเรือ เรือของชาวบ้าน จะไปรอดูที่ริมฝั่ง ช่วงที่รอดูก็เก็บผักไปด้วยมีพวกผักดอกขาว ผักจมูกปลาหลด ในเรือก็เตรียมปิ่นโตใส่ข้าว มีน้ำพริกปลาร้า ผักสดที่เก็บมาก็เอามากินกันกับน้ำพริกอย่างเอร็ดอร่อย  ขากลับพวกเรือยาวเขาได้ปล่อยเชือก ให้เรือเล็กของชาวบ้านเกาะกันเป็นสายยาวตามกันมา เป็นที่สนุกสนานมาก

          กระทั่งถึงปีพ.ศ. 2506 ฝ่ายจัดการแข่งขันเห็นว่าสนามแข่งเรือที่ลำวังหินค่อนข้างคับแคบและอยู่ไกลตัวเมือง จึงได้ย้ายสนามมาแข่งใกล้ตัวเมือง เพื่อดึงดูดผู้ชม จึงได้มาแข่งที่ลำจักราชบริเวณด้านทิศตะวันตกของโรงเรียนพิมายวิทยา แต่ก็แข่งได้เพียง 2 ปี เนื่องจากสภาพสนามแข่งเป็นลำน้ำตื้นเขินมีผักตบชวาและสาหร่ายใต้น้ำ ทำให้เรือพายบางลำต้องหยุด เพราะไปติดสาหร่ายใต้น้ำ ในปีพ.ศ 2508 จึงได้ย้ายไปแข่งที่ลำน้ำมูลหน้าเขื่อนพิมาย โครงการชลประทานทุ่งสัมฤทธิ์ แต่ก็ยังประสบกับปัญหา เนื่องจากน้ำบริเวณหน้าเขื่อนเชี่ยวมาก ต้องแข่งเรือตามน้ำลอดช่องประตูเขื่อนไปทางทิศตะวันออก  ทำให้อันตรายถึงขั้นเกิดอุบัติเหตุกับเรือเภตรารัตน์ของวัดเดิม ชนเข้ากับช่องเขื่อนทำให้เรือเสียหาย มีคนบาดเจ็บเล็กน้อย และยังมีอุปสรรคว่าจะไม่สามารถเปิดประตูเขื่อนให้แข่งเรือได้ถ้าปีไหนมีน้ำน้อย

          กว่าจะได้สถานที่แข่งเรือที่ลำจักราชด้านทิศเหนือของสะพาน ซึ่งใช้เป็นสนามแข่งเรือมาจนถึงปัจจุบันนี้ อาจารย์เฉลิมได้เล่าถึงที่มาว่า  ช่วงนั้นตนเองเป็นครูอยู่ที่บ้านดอนแซะ ได้พาเรือมารอแข่ง   ขณะที่รอก็เกิดปัญหาว่า ทำไมเรือกฐินที่มีพระสงฆ์อยู่กับเรือ ยังมาไม่ถึงที่แข่งเรือสักที ทั้งที่ได้เวลาเพลแล้ว จึงได้พากันนั่งเรือพร้อมกับลูกน้อง พายเรือยาวออกมา ได้พบว่าเรือกฐินติดอยู่กับผักตบชวา ไม่สามารถผ่านมาได้ จึงได้ช่วยกันใช้เชือกและผ้าขาวม้าผูกติดกัน แล้วลากเรือกฐิน 2 ลำนั้นมา

          บริเวณนั้นมีสะพานข้ามลำจักราชเป็นสะพานไม้สำหรับคนเดินข้าม (ปัจจุบันเป็นสะพานคอนกรีต รถสามารถวิ่งผ่านไปมา) จากเหตุการณ์ดังกล่าว ประกอบกับต้องหาสถานที่แข่งเรือให้มีความเหมาะสมที่สุด ทางคณะกรรมการฝ่ายจัดการแข่งขัน จึงได้แก้ปัญหาด้วยการขอความร่วมมือจากหน่วยงานราชการและประชาชน ปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ด้วยการลอกผักตบชวาและสาหร่าย และนำต้นไม้บางส่วนที่ขวางลำน้ำออกไป จนทำให้สามารถขยายลำน้ำได้กว้างขึ้น จึงใช้ลำจักราชด้านทิศเหนือของสะพานเป็นสถานที่แข่งเรือ ตั้งแต่ปีพ.ศ 2510 เป็นต้นมา  ซึ่งดีกว่าสนามก่อนหน้านี้ที่ล้วนแต่เป็นคุ้งน้ำ ในช่วงปีพ.ศ.2530 อาจารย์เฉลิม เสตะพยัคฆ์ ยังได้มีบทบาทสำคัญ ในฐานะรองประธานคณะกรรมการสุขาภิบาลในเมือง ได้พัฒนาเส้นทาง 2 ฝั่งสนามแข่งเรือให้เป็นถนนดินตัดตรง ต่อมาในปีพ. ศ. 2536 กรมชลประทาน ได้งบประมาณมาขุดลอกลำจักราช ทำให้สนามแข่งเรือมีความยาวกว้างและลึกได้มาตรฐานการแข่งขันระดับประเทศ ส่วนดินที่ได้จากการขุดลอกลำจักราชก็นำมาถมปรับถนนให้สูงขึ้น

          นอกจากการแข่งขันเรือยาวเป็นงานประเพณีแล้ว ช่วงปี พ.ศ. 2524 -2526 ยังได้จัดให้มีการตกแต่งและจัดขบวนเรือจำลองตามรูปแบบขบวนพยุหยาตราทางชลมารคขนาดย่อ โดยให้มีเรือพระที่นั่ง 3 ลำ เรือรูปสัตว์ 6 ลำ เรือกลองนอก เรือกลองใน เรือตำรวจ เรือดั้งและเรือแซง พร้อมเรืออื่นๆที่ส่งร่วมแข่งขันรวมประมาณ 50 ลำ มีการจัดขบวนพาเหรดอย่างสวยงามประกอบการเห่เรือ ถือว่าเป็นแห่งแรกของประเทศไทย แต่ทำได้เพียง 2 ปีก็ยกเลิกไปเพราะมีค่าใช้จ่ายสูง ครั้งนั้นอาจารย์จรูญ ได้เป็นส่วนหนึ่งของงานประกวดการตกแต่งเรือจำลอง อาจารย์เป็นผู้จัดการเรือแม่สายทอง ของบ้านดอนแซะ ตกแต่งเรือเป็นรูปปลาวาฬขนาดใหญ่ โดยใช้ไม้ไผ่สานเป็นปลาวาฬ แล้วใช้กระดาษปิด คนพายจะพายอยู่ข้างใน อาจารย์เล่าด้วยอารมณ์ขันว่า พายไปได้สัก 2 รอบก็พังแล้ว เพราะว่าพายยาก

          อีกปีสำคัญคือพ.ศ.2538 อำเภอพิมายได้รับเกียรติให้เป็นตัวแทนประเทศไทยจัดแข่งเรือยาวนานาชาติ  ทั้งประเภทชายและหญิง มีทีมเรือเข้าร่วมแข่งขันหลายประเทศ อำเภอพิมายส่งทีมเรือธิดาพรหมทัต ลงแข่งประเภททีมหญิง แล้วได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ2

          จุดเปลี่ยนสำคัญของประเพณีการแข่งเรือพิมายได้เกิดขึ้นในปีพ.ศ.2532  จากการได้รับการสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)ในเรื่องงบประมาณการจัดงานเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นโครงการระดับชาติ  มีการกำหนดวันแข่งขันที่ชัดเจนเป็นสัปดาห์ที่ 2 ของเดือนพฤศจิกายนของทุกปี  โดยให้ชื่อว่าเทศกาลเที่ยวพิมาย การแข่งเรือจัดในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ช่วงท้ายวันจัดงาน การสนับสนุนมีหลายหน่วยงาน ได้แก่  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) กรมศิลปากร องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เทศบาลตำบลพิมายและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ งานส่วนอื่นได้แก่งานแสงเสียง จัดในอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย งานออกร้าน ฯลฯ นั่นเองทำให้บางปี งานแข่งเรือประเพณีไม่ตรงกับงานบุญทอดกฐินของชาวบ้าน  ประกอบกับได้มีระบบชลประทานที่ดี ทำให้น้ำไม่ท่วมหลากเข้าตัวเมืองพิมายเหมือนแต่ก่อน ผู้คนจึงไม่ได้สัญจรทางเรือ ได้มีการใช้ถนนหนทางเป็นหลัก  ดังนั้นการทอดกฐินทางเรือจึงได้หายไป

           สำหรับคนในวงการแข่งเรือท้องถิ่นได้ให้ความคิดเห็นว่า ปัจจุบันก็มีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีในเรื่องของกติกาการแข่งขัน สมัยก่อนมักมีความขัดแย้ง ในการไม่ยอมรับผลการแข่งขัน ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท การมีกฎกติกาที่ชัดเจนทำให้มีความยุติธรรม มีการแบ่งประเภทตามขนาดเรือและจำนวนฝีพายได้แก่ เรือยาวใหญ่ไม่เกิน 55 ฝีพาย เรือยาวกลางไม่เกิน 40 ฝีพาย เรือยาวเล็กไม่เกิน 30 ฝีพาย และเรือยาวจิ๋วไม่เกิน 20 ฝีพาย ทีมเรือที่ชนะเลิศจะได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานฯ  และเงินรางวัล เนื่องจากเป็นการแข่งเรือระดับประเทศจึงมีเรือจากต่างถิ่นเข้ามาร่วมแข่งจากหลายจังหวัด  

          แต่เพื่อส่งเสริมการแข่งเรือประเภทท้องถิ่นจึงได้แบ่งกลุ่มแยกออกมาสำหรับเฉพาะเรือท้องถิ่น มีในรุ่นเรือยาว 40 ฝีพาย(ท้องถิ่น)  ได้แก่ เรือแสงสุริยาศิลาทอง บ้านวังหิน เทวีสุรีรัตน์ วัดบ้านซึม เจ้าแม่ไทรทอง วัดบ้านกล้วย ราชสีมารัตนเศรษฐ ตำบลนิคมสร้างตนเอง มาลัยทอง เทศบาลตำบลรังกาใหญ่ สาวสวยวารินทร บ้านท่าหลวง เทพยูงทอง วัดบ้านกระเบื้องใหญ่  พรพระสัมฤทธิ์วัดสัมฤทธิ์ตะวันออก เรือยาวรุ่น 30 ฝีพาย(ท้องถิ่น)ได้แก่ ศรพิมาย บ้านตำแย ธิดาสายทอง บ้านดอนแซะ พร บุญเหลือ วัดบ้านสัมฤทธิ์ตะวันตก เทพชัยชนะ บ้านวังหิน เจ้าพ่อคําสิงห์ วัดใหม่สามัคคีธรรม สาวเมืองย่า บ้านสำโรงชัย แสงทอง วัดสระเพลง สมุทรนาวา บูรพาพิมล วัดบูรพาพิมล และเรือยาวรุ่นจิ๋ว 20 ฝีพาย ได้แก่ เทพอุลตร้าแมน บ้านนาน้อย แม่สามสี วัดสัมฤทธิ์ตะวันตก เทพบูรพา วัดบูรพาพิมล เตยอินเตอร์ บ้านเตย สาวสวยบัวทอง บ้านซึม ไตรสุนทร วัดสัมฤทธิ์ตะวันออก พิณรัตนา ชโลมพร บ้านขาม ราชสีมายศยิ่งยง เยาวชนพิมายวิทยา บุญส่งสามัคคี ตำบลนิคม เยาวชนศรพิมาย วัดตำแย เจ้าแม่มัจฉา วัดป่าบ้านขี้เหล็ก โดยมีข้อกำหนดสำหรับเรือท้องถิ่นว่า ฝีพายจะต้องเป็นผู้ที่เกิด หรือมีภูมิลำเนา อยู่ในจังหวัดนครราชสีมาไม่น้อยกว่า 3 ปี และฝีพายหนึ่งคน จะสามารถพายเรือได้เพียง 2 ลำ แต่คนละประเภท

          ในปีพ.ศ. 2560  กำหนดจัดงานแข่งเรือยาวพิมายคือวันที่ 11-12 พฤศจิกายน เช้าตรู่ของวันเสาร์ที่ 11  เป็น วันแรกของการแข่งเรือ สองฟากฝั่งของลำน้ำจักราช มีเรือยาวจอดเรียงรายกัน มีการตั้งเต็นท์สำหรับกองเชียร์จากหมู่บ้านต่างๆ ตรงหัวเรือถัดจากโขนเรือที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงาม มีเครื่องเซ่นไหว้ตั้งวางไว้ ได้แก่ บายศรี พวงมาลัย มะพร้าว กล้วยและผลไม้อื่นๆ น้ำแดง อาหารคาวหวาน  ผู้ทำพิธีอาจเป็นหัวหน้าเรือ ผู้เฒ่าผู้แก่ มัคทายก หมอเรียกขวัญนาค หรือผู้รู้ด้านการประกอบพิธีกรรม มีการจุดธูปไหว้ ท่องบทสวด เพื่อบูชาแม่ย่านางและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเรือ เพื่อความเป็นสิริมงคลและให้ประสบความสำเร็จในการแข่งขัน  เคล็ดลับการเซ่นไหว้ของเรือแต่ละทีมจะไม่เหมือนกัน บางทีมทำพิธีกลางดึกโดยผู้เฒ่าผู้แก่กับทีมงานไม่กี่คน ซึ่งต้องสงบเงียบเป็นความลับ บางทีมนำแมวมาร่วมด้วยเป็นสัตว์มงคล บางทีมตั้งรูปปั้นท้าวสุรนารี(ย่าโม)ในการเซ่นไหว้

            สำหรับผู้เข้าชม ช่วงพิธีเปิดการแข่งขัน เป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจ เรือทุกลำจะมารวมกันเต็มลำน้ำ  เป็นภาพที่ตื่นตาตื่นใจ ฝีพายเรือแต่ละทีมแต่งกายด้วยสีสันสดใสพร้อมเพรียงกัน ความสวยงามของลำเรือที่ทำมาจากไม้ตะเคียนทอง ไม้สัก มีความสวยงาม ยามที่สะท้อนกับแสงแดดและผิวน้ำ เรือที่เข้าแข่งขันเป็นลำดับแรกคือรุ่น 55 ฝีพาย ลู่แข่งขันมี 2 สีคือสีน้ำเงินและสีแดงระยะทาง 550 เมตร เสียงพากย์เรือเริ่มต้นอย่างคึกคักด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเร้าใจ การปล่อยเรือแข่งแต่ละรุ่น มีลำดับที่แน่นอน  งานแข่งเรือมีผู้เข้าชมสองฟากฝั่งแม่น้ำมูลหนาตา บ้างก็เตรียมร่มมาเพราะช่วงสายแดดเริ่มร้อน บรรยากาศครึกครื้นด้วยมีเชียร์ลีดเดอร์จากทางหมู่บ้าน และสปอนเซอร์การแข่งขันมาร่วมสร้างสีสัน

            คนที่มาดูแข่งเรือยังได้เที่ยวงานออกร้านแบบงานวัด มีชิงช้าสวรรค์ มอเตอร์ไซค์ไต่ถัง เกมต่างๆ ร้านค้าในงานจะยาวทั้งเส้นถนน ไปจนถึงด้านหน้าอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ส่วนของร้านอาหารพื้นบ้านหลากหลายชนิดได้รับความนิยมมากในช่วงหัวค่ำ เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมาก มารอชมการแสดง แสง-เสียง สื่อผสม วิมายะปุระ เดอะมิวสิคัล ตอนปาจิต-อรพิม ซึ่งเปิดให้เข้าชมฟรี สำหรับช่วงเวลา 5 วันของงานเทศกาลเที่ยวพิมาย  ถือเป็นเทศกาลแห่งความสุขในรอบปีของคนพิมายและนักท่องเที่ยว ทุกคนต่างรอคอยช่วงเวลาเช่นนี้ในปีหน้าที่จะเวียนกลับมา


บรรณานุกรม

โรงเรียนพิมายวิทยา.ประวัติการแข่งเรือยาวประเพณีพิมาย .(ออนไลน์)แหล่งที่มา www.pm.ac.th /file 1210229924809_12110615154415.pdf (3 พฤษภาคม 2561).

สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า Photo & Video. (ออนไลน์)แหล่งที่มา http.//  www.imgrumweb.com/hashtag/สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า(3 พฤษภาคม 2561).

จรูญ คงสัตย์.(วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560).สัมภาษณ์. ข้าราชการครูเกษียน ผู้ทรงคุณวุฒิที่ปรึกษาคณะกรรมการจัดการแข่งขันเรือยาวประเพณีพิมาย.

เฉลิม เสตะพยัคฆ์(วันที่ 5 กันยายน 2559).สัมภาษณ์. ราษฎรอาวุโส ข้าราชการครูเกษียน.

สูจิบัตรงานแข่งเรือยาวประเพณีพิมาย วันที่ 11-12 พฤศจิกายน 2560.