รับบัว

2507 ครั้ง |

ชื่อเรียกอื่น :
เดือนที่จัดงาน : ตุลาคม
เวลาทางจันทรคติ : เดือน 11
สถานที่ : วัดบางพลีใหญ่ใน
ภาค / จังหวัด : ภาคกลาง
: สมุทรปราการ
ประเภท : ประเพณีตามเทศกาล หรือประเพณี 12 เดือน
ประเพณีที่เกี่ยวข้อง :
คำสำคัญ : รับบัว,บัว
ผู้เขียน : ธันวดี สุขประเสริฐ
วันที่เผยแพร่ : 25 ก.พ. 2559
วันที่อัพเดท : 5 ก.ย. 2559

รับบัว

ที่มา

ดอกบัว ถือเป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนา โดยในพุทธประวัติจะมีการกล่าวถึงดอกบัวอยู่เสมอ อาทิ เมื่อแรกประสูติ เจ้าชายสิทธัตถะทรงดำเนินได้เจ็ดก้าว โดยมีดอกบัวรองรับ หรือการที่พระพุทธเจ้าเปรียบบุคคลคล้ายดังบัวสี่เหล่า เป็นต้น บรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลายจึงใช้ดอกบัวในการบูชาพระรัตนตรัยมาแต่ครั้งโบราณ

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ปรากฏว่ามีชาวต่างด้าวหลายเชื้อชาติมาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารเป็นจำนวนมาก โดยกระจายกันอยู่ตามชายพระนคร ประกอบกิจการงานอย่างแข็งขัน
 นครเขื่อนขันธ์ (พระประแดง) เมืองหน้าด่านสำคัญ ก็มีการเกณฑ์แรงงานชาวมอญและลาวให้มาช่วยกันสร้างป้อมปกป้องพระนคร โดยใช้ไม้ซุงจากเมืองชลบุรี เส้นทางระหว่างนครเขื่อนขันธ์กับเมืองชลบุรี เช่น บางพลี พนัสนิคม พนมสารคาม เรื่อยไปจนถึงปราจีนบุรี จึงเป็นที่คุ้นเคยของชาวมอญและลาวเป็นอย่างดี จนถึงกับมีการตั้งรกรากกันในพื้นที่นี้อย่างเป็นล่ำเป็นสัน นี่จึงเป็นที่มาของชาวมอญในพระประแดงและบางพลี

พระครูวุฒิธรรมสุนทร (พุฒ แย้มสบาย) อดีตเจ้าคณะตำบลบางพลี และอดีตเจ้าอาวาสวัดบางพลีใหญ่ใน ได้บันทึกประวัติประเพณีรับบัวไว้ ใจความว่า แต่เดิมในอำเภอบางพลี มีคนสามเชื้อชาติอยู่ร่วมกันคือ ชาวไทย ชาวมอญ และชาวลาว ซึ่งทั้งสามกลุ่มจะช่วยกันหักร้างถางพงตามลำคลองเพื่อทำไร่ทำสวน จนมาเจอคลองสามแยก จึงตัดสินใจแยกทางกันเพื่อทำมาหากิน ชาวไทยแยกไปทางทิศเหนือคือคลองชวดลากข้าว ชาวลาวแยกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือคือคลองสลุด และชาวมอญแยกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือคือคลองลาดกระบัง

เฉพาะชาวมอญนั้น ทำมาหากินอยู่ที่คลองลาดกระบังอยู่ 2 – 3 ปี ก็ไม่ได้ผล เพราะมีศัตรูพืชชุกชุม จึงตัดสินใจจะกลับถิ่นฐานเดิมคือฝั่งปากลัด ในวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 โดยก่อนกลับได้เก็บดอกบัวไปด้วยเป็นจำนวนมาก ด้วยตั้งใจจะนำกลับไปถวายพระที่ปากลัด ทั้งยังได้สั่งเสียเพื่อนชาวไทยที่ไม่กลับไปด้วยว่า ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ปีต่อ ๆ ไป ช่วยเก็บดอกบัวไว้ให้ชาวมอญด้วย เพราะพวกตนจะมารับกลับไปถวายพระ ซึ่งชาวไทยก็เต็มใจเป็นธุระจัดการให้

อีกตำนานหนึ่งเล่าว่า เดิมทีอำเภอบางพลี มีดอกบัวหลวงอยู่มาก เมื่อถึงเทศกาลออกพรรษา ชาวบ้านต่างถิ่นมักจะแล่นเรือมาเก็บดอกบัวหลวงที่อำเภอบางพลี เพื่อนำไปถวายพระอยู่เป็นประจำ ต่อมาชาวบางพลีจึงอำนวยความสะดวกให้คนต่างถิ่น ด้วยการเก็บดอกไว้รอมอบให้โดยไม่คิดมูลค่า หวังเพียงได้ทำบุญร่วมกัน โดยในวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 11 ชาวบางพลีจะจัดเตรียมสำรับอาหารไว้ต้อนรับผู้มาเยือน เมื่อถึงเช้าวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ก็จะแล่นเรือรับดอกบัวจากชาวบางพลีทั้งสองฝั่งคลองสำโรง เพื่อนำกลับไปถวายพระยังถิ่นฐานของตน ปกติจะรับส่งกันมือต่อมือ แต่หากเป็นมิตรสหายต่างถิ่นที่คุ้นเคยกันดี ก็โยนบัวให้กันได้เลย ไม่ต้องมีพิธีรีตองมาก นาน ๆ เข้า การโยนบัวให้กันได้กลายเป็นความนิยมทั่วไปในที่สุด

 

พิธีกรรม

เมื่อถึงวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 11 ตอนเย็นชาวอำเภอเมืองสมุทรปราการ ชาวพระประแดง และชาวต่างถิ่นจะชักชวนพวกพ้องเพื่อนฝูงลงเรือพร้อมด้วยเครื่องดนตรีนานาชนิด เช่น ซอ ปี่ กระจับ โทน รำมะนา โหม่ง กรับ ฉิ่ง ฉาบ เป็นต้น พายเรือกันร้องรำทำเพลงตลอดทาง ตลอดคืน ซึ่งบางกลุ่มจะผ่านมาทางลำน้ำเจ้าพระยา บางกลุ่มจะผ่านทางลำคลองอื่น ๆ เข้าคลองสำโรงและมุ่งหน้ามายังหมู่บ้านบางพลีใหญ่ สำหรับชาวบางพลีนั้นจะถือปฏิบัติกันเป็นประเพณีว่าเมื่อถึงวันขึ้น 13 ค่ำ เดือน 11 จะต้องเตรียมหาดอกบัวหลวง สำหรับมอบให้แก่ชาวบ้านที่ต้องการและมิตรต่างถิ่นมาเยือน จัดหาสุราอาหารมาเลี้ยงดู ส่วนพวกที่มารับบัวคนใดรู้จักมักคุ้นกับชาวบางพลีผู้เป็นเจ้าของบ้าน ก็จะพาขึ้นไปเยี่ยมเยือนบ้านนั้นบ้านนี้ และต่างก็สนุกสนานร้องรำทำเพลงและร่วมรับประทานอาหาร ดื่มสุรากันตลอดคืน พอเช้าตรู่ของวันขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ชาวบ้านต่างจะนำเรือของตนออกไปตามลำคลองสำโรงเพื่อไปขอรับบัวจากชาวบ้านบางพลีทั้งสองฝั่งคลอง การให้และการรับดอกบัวก็จะทำกันอย่างสุภาพ คือส่งและรับกันมือต่อมือ หรือก่อนให้จะยกมือพนมอธิษฐานเสียก่อน ระหว่างชาวบ้านบางพลีกับชาวต่างถิ่นที่สนิทสนมคุ้นเคยกันป็นพิเศษก็จะโยนดอกบัวลงไปให้กันโดยไม่มีพิธีรีตอง การโยนบัวให้กันแบบมือต่อมือจึงเลือนไป การรับดอกบัวจะสิ้นสุดเมื่อประมาณ 8.00 น. หรือ 9.00 น. จากนั้นชาวบ้านก็จะพากันกลับ ขากลับจะมีการแข่งเรือกันไปด้วย แต่เป็นการแข่งขันโดยมีเส้นชัย ไม่มีกรรมการตัดสินและไม่มีการแบ่งประเภทหรือชนิดของเรือ ใครพอใจจะแข่งกับใครเมื่อไหร่ที่ใดก็แข่งกันไป หรือจะเปลี่ยนคู่แข่งกันไปเรื่อย ๆ ตามแต่จะตกลงกัน ดอกบัวที่ชาวต่างถิ่นรับจากชาวบางพลีไปนั้นจะนำไปบูชาในเทศกาลออกพรรษาตามวัดในหมู่บ้านของตนประเพณี

เมื่อเวลาผ่านไป ดอกบัวที่อำเภอบางพลีลดน้อยลง เรือต่างถิ่นที่มารับดอกบัวก็เริ่มน้อยลงตามไปด้วย ความคึกคักของวันขึ้น 13 – 14 ค่ำ เดือน 11 ในทุกปี จึงค่อย ๆ ถดถอยลง แต่แล้วในปี พ.ศ. 2478 นายชื้น วรศิริ นายอำเภอบางพลีในขณะนั้น ต้องการฟื้นฟูประเพณีรับบัว ให้คงอยู่ต่อไป จึงได้ชักชวน พ่อค้า คหบดี และชาวบ้านในอำเภอ จัดประเพณีรับบัวขึ้นอีกครั้ง ถือเป็นครั้งแรกที่ทางราชการมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยจัดขึ้นที่วัดบางพลีใหญ่ใน หรือชาวบ้านเรียกว่า วัดหลวงพ่อโต เป็นงานในช่วงเทศกาลออกพรรษา กิจกรรรมที่สำคัญคือ การแห่พระพุทธรูปองค์สมมติหลวงพ่อโต วัดบางพลีใหญ่ใน โดยจะมีการอัญเชิญหลวงพ่อโตลงเรือแห่ไปตามลำคลองสำโรง เพื่อให้ประชาชนที่อยู่อาศัยบริเวณสองฝั่งคลอง ได้ร่วมสักการบูชาโดยการโยนดอกบัวลงไปในเรือที่องค์หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่ มีความเชื่อกันว่า หากสามารถโยนดอกบัวลงไปในเรือที่องค์หลวงพ่อโตประดิษฐานอยู่แล้ว อธิษฐานสิ่งใดไว้ก็จะประสบความสำเร็จดังหวัง นอกจากนี้มีการประกวดเรือสวยงาม และแจกข้าวต้มมัด ปีต่อ ๆ มา ได้พัฒนาขึ้นไปอีก เช่น มีมหรสพในวัดบางพลีใหญ่ใน วัดบางพลีใหญ่กลาง และหน้าที่ว่าการอำเภอบางพลี รวมทั้งการประกวดพืชผัก และประกวดนางงาม เป็นต้น โดยในปัจจุบัน ประเพณีรับบัว ได้มีการพัฒนารูปแบบให้เข้ากับยุคสมัยอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันตนเองไม่ให้สูญหายไปจากประเทศไทย
 


บรรณานุกรม

โครงการวิจัยเรื่องประเพณีสิบสองเดือน : พิธีกรรมที่เปลี่ยนไป. (2544). สืบค้นเมื่อ 3 ธันวาคม 2558, จาก http://www.sac.or.th/library/digital_books.

เจริญ ตันมหาพราน. ประเพณีท้องถิ่น. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แสงแดด, 2538

http://www.stou.ac.th/Offices/rdec/nakornnayok/Main/OnlineExhibitions/Samutprakan/SamutprakanPage1.html